วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

33.Mr.Gumpy's Outing (นิทานอมตะ)

By John Burningham
 ถ้าจะขอเรียกนิทานภาษาอังกฤษเล่มนี้ว่า นิทานอมตะก็น่าจะได้ การวาดรูปที่ดูง่ายๆเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ผสมกับการใช้คำซ้ำๆเพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างน่าสนใจ และ น่าตื่นเต้นว่า่จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลมากมาย เมื่อลองดูประวัตินักเขียนก็น่าสนใจ ไม่น่าเชื่อว่าสมัยเป็นนักเรียนเค้าเป็นเด็กที่สอบตกเกือบหมดทุกวิชา โดยเฉพาะศิลปะ เค้าบอกว่าเวลาเขียนหนังสือไม่ได้นึกถึงเรื่องราวเพื่อให้เด็กๆอ่านเท่านั้น แต่เค้าต้องการเขียนนิทานให้ทุกคนได้อ่าน ซึ่งหลังจากอ่านจบทำให้ได้คิดว่า เค้าแฝงการสอนต่างๆอยู่ในนิทานสั้นๆเรื่องนี้ไม่น้อยทีเดียว ไม่แปลกใจที่ มูลนิธิปูนซีเมนต์ไทย (SCG) นำมาแปลเป็นภาษาไทยชื่อเรื่องว่า "คุณกัมปี้ไปเที่ยว"

Mr.Gumpy มีเรืออยู่ลำหนึ่งซึ่งจอดอยู่ในแม่น้ำข้างบ้านของเค้า วันหนึ่งเค้าจะออกไปเที่ยวโดยเรือ ก็มีเด็กๆสองคนถามว่าขอไปด้วยได้ไหม เค้าก็มีข้อแม้ว่าได้ แต่ห้ามทะเลาะกันเสียงดังนะ หลังจากนั้นก็มีกระต่ายมาขอเที่ยวด้วย เค้าก็มีข้อแม้ว่าห้ามกระโดด และสัตว์แต่ละชนิดก็มาไปเที่ยวด้วย ก็มีข้อแม้ต่างๆกันไปตามแต่ลักษณะนิสัยของมัน เช่น แมว สุนัข หมู แกะ ไก่ วัว แพะ

หลังจากนั้นซักพัก แพะก็เตะ วัวกระทืบ ไก่กระพือปีก ทุกๆตัวทำลักษณะที่ถูกห้ามไว้ ทำให้เรือโคลงเคลงแล้วทุกคนก็จมลงในน้ำ 

แล้วทุกคนก็เดินกลับบ้านแล้วพักดื่มชากันที่บ้านของ Mr.Gumpy ขากลับบ้านเค้าตะโกนบอกเพื่อนๆว่าแล้วมานั่งเรือเที่ยวกันอีกนะ

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

32.Spinky sulks (งอน)

ฺัBy William Steig
 ได้เคยรีวิวหนังสือของ William Steig มาหลายเรื่องแล้วค่ะ เรื่องนี้เห็นภาพแล้วรู้เลยว่าเป็นฝีมือของเค้า William Steig ผู้มีฝีมือในการวาดรูปและเนื้อเรื่องที่น่าติดตามจนได้รับรางวัล Caldecott Medal  จากเรื่อง Sylvester and the magic pebble นอกจากนั้นยังเป็นผู้เขียนนิทานเรื่อง Shrek ที่นำมาสร้างเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นในเวลาต่อมา นิทานเรื่องนี้มาในเนื้อเรื่องเกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งเล็กเชื่อว่าพวกเราซึ่งเป็นพ่อแม่ก็เคยเจอกันมาแล้วไม่มากก็น้อย แต่เรื่องนี้มากไปหน่อย (แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเด็กได้ดี) ซึ่งในที่สุดก็คิดได้ด้วยตัวเอง

Spinky เด็กชายเดินออกมาจากบ้าน นอนลงบนสนามหญ้าหน้าบ้านด้วยความหงุดหงิดอารมณ์เสีย พี่สาวเข้ามาขอโทษ แต่เค้าไม่ตอบ พี่ชายมาง้อ เค้าก็ไม่สน แม่เกือบจะใจอ่อนไปพูดกับเค้าแต่พ่อห้ามไว้ว่าไม่ต้อง พ่อบอกว่าลูกไม่มีเหตุผลที่จะต้องงอน ต้องรอให้เค้าค่อยๆสงบลงเอง

ทุกๆคนพยายามง้อให้เด็กชายหายงอน แต่เด็กชายไม่เลิกงอน แม้ว่าจะมีขบวนพาเหรดผ่านมา เพื่อนมาชวนเล่นด้วย คุณยายเอาลูกอมของโปรดมาให้ เค้าก็ไม่หาย ได้แต่นอนบนเปลญวน ในที่สุดก็มีตัวตลกมาจากคณะละครสัตว์มาแสดงมายากลเสกไอศกรีมให้เค้า เค้าดีใจในตอนแรก แต่เมื่อรู้ว่าครอบครัวจ้างมาเค้าก็เลยไม่สน

ตลอดทั้งวันเค้านอนบนเปลญวน เมื่อฝนตก แม่ก็เอาผ้าใบกันน้ำมาห่มให้เค้า เอาร่มมากันฝนให้เค้า พี่น้องเอาเค้กและแซนวิชให้ทาน เค้าก็เริ่มจะคิดได้แล้วค่ะว่าไม่ควรงอนอีกต่อไป แต่ก็ยังมีฟอร์มก็เลยต้องหาวิธีกลับไปเป็นเด็กชายที่น่ารักคนเดิม มาดูกันค่ะว่าทำอย่างไร

เด็กๆอาจจะมีช่วงเวลาที่จะต้องเรียนรู้นิสัย และ พฤติกรรมของตัวเองระยะหนึ่ง แต่แล้วในที่สุดครอบครัวจะเป็นผู้ช่วยประคับประคองให้ผ่านไปได้





วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

31.Upstairs (เพื่อนบ้านชั้นบน)

By Judith Ross Enderle and Stephanie Gordon Tessler
Illustrated by Kate Salley Palmer
ไม่รู้เป็นอย่างไร เห็นนิทานภาษาอังกฤษที่ใช้สีไม้ในการวาดรูปแล้วอดหยิบออกมาดูไม่ได้ รู้สึกว่ามีเสน่ห์ เหมือนเรื่องราวมันใกล้ตัว เหมือนจริง สำหรับวันนี้ชื่อเรื่องสั้นๆคำเดียวจริงๆ ทำให้เริ่มสงสัยว่า ข้างบน มีอะไรให้นำมาแต่งเป็นนิทาน พออ่านแล้วก็เข้าใจว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในอพาร์ตเม้นท์ที่มีหลายชั้นนอกจากนั้นเล็กยังสังเกตว่าเราได้เรียนรู้เรื่อง 7 วันใน1สัปดาห์ และพฤติกรรมการขออนุญาตพ่อแม่ออกไปข้างนอกในเรื่องนี้ด้วยค่ะ เรามาตามดูกันเลยดีกว่า

Elbie เป็นเด็กชายคนเดียวที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่งในชั้น 4 เมื่อเพื่อนบ้านที่อยู่ชั้น 5 ย้ายออกไป เค้าก็ได้แต่หวังว่าคนเช่าคนใหม่จะมีเด็กมาด้วย แล้ววันจันทร์ก็มีคนย้ายเข้ามา เค้าแทบรอไม่ไหวที่จะเข้าไปเยี่ยมแนะนำตัวในวันรุ่งขึ้น เมื่อวันอังคารมาถึงเด็กชายก็ขออนุญาตพ่อแม่ออกไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน เค้าไปเคาะประตูห้องเพื่อนบ้านใหม่ แต่ว่าได้ยินเสียงผู้หญิงพูดออกมาว่า
No! No! Regina, you naughty girl, you hold still. 
เมื่อเด็กชายได้ยินก็คิดว่าต้องมีเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องแน่ๆและกำลังยุ่งอยู่ เค้าก็เลยคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

เช้าวันพุธ ขณะที่เด็กชายกำลังยืนอยู่ที่ระเบียง ก็มีอะไรสกปรกหล่นลงมาจากชั้น 5 เค้ารีบขออนุญาตพ่อแม่ไปข้างบนแล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนเดิมบ่นว่า
Oh my! What a piggy, you naughty girl!
เด็กชายถอยกลับมาชั้นล่างนั่งคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีมาถึง เด็กชายขึ้นไปห้องข้างบน เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรเค้าก็เลยเคาะประตู แล้วผู้หญิงชื่อ Ethel ก็เปิดประตูแนะนำตัวกัน เด็กชายรีบขอเล่นกับ Regina ทันที และก็รู้ในที่สุดว่า Regina ก็คือวัวนั่นเอง แล้วก็ได้เห็นทั้ง หมู และ ไก่4ตัว เด็กชายช่วยคุณป้ารีดนมวัว ให้อาหารไก่ ปลูกข้าวโพด

วันศุกร์เด็กชายก็ขออนุญาตพ่อแม่ขึ้นไปชั้น 5 เหมือนเคย เจ้าของอพาร์ตเม้นท์มาเยี่ยมที่ห้องคุณป้า แวะดื่มชาและพูดคุยกันสนุกสนาน วันเสาร์ุคุณป้าบอกว่ามีคนย้ายออกจากห้องที่ชั้น2 ทั้งสองคนเฝ้ามองว่าจะมีใครย้ายเข้ามาใหม่ แล้วเช้าวันจันทร์วันหนึ่งก็มีคนย้ายเข้ามา เป็นใครกันนะ เด็กชายบอกว่าจะไปบอกป้าว่าผู้เข้ามาใหม่มีแมวด้วย


อ่านแล้วรู้สึกดีที่ผู้เขียนทิ้งปมให้จินตนาการกันเองต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ผู้เข้ามาใหม่ที่อาศัยอยู่ชั้น2 มีสิงโตมาด้วย เมื่ออ่านจบพลิกดูปกรองวันที่พิมพ์ปี 1998 อายุก็ 16ปี แต่ด้านในใหม่กิ๊ก งงเหมือนกันค่ะว่าทำไมหนังสือถึงได้คุณภาพดีขนาดนี้

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

30.The Jolly Postman (จดหมายถึงพระเอกนางเอก)

The Jolly Postman or Other People's Letters
By Janet & Allan Ahlberg
พวกเราเคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่า ตัวละครในนิทานต่างๆที่นักเขียนแต่ละคนสร้างไว้มีนิสัยจริงๆเป็นอย่างไร แล้วถ้าพวกเค้ามีจริง พวกเค้าคงมีความในใจอยากจะบอกกันและกัน และถ้าวิธีที่จะบอกเป็นการส่งจดหมาย มันจะสนุกแค่ไหน นิทานภาษาอังกฤษเรื่องนี้มีลูกเล่นในหนังสือที่ประทับใจมาก สามารถดึงความสนใจของเด็กๆได้ดี โดยมีจดหมายจริงๆใส่ไว้ในซอง เมื่อเราหยิบออกมาอ่านแล้วก็ได้ยิ้มกันค่ะ เพราะอ่านไป เราจะนึกไปว่ามันอยู่ในนิทานเรื่องอะไร

กาลครั้งหนึ่งบุรุษไปรษณีย์ขี่จักรยานมาจากเนินเขาเพื่อไปส่งจดหมายให้ "หมีสามตัว" ผู้ส่งคือ "โกลดิลอคส์" ข้อความในจดหมายบอกว่าขอโทษที่แอบเข้าไปกินโจ๊กในบ้านหมีสามตัว และพ่อของเธออยากจะซ่อมเก้าอี้ที่หักให้ด้วย ทิ้งท้ายไว้ด้วยการชวนหมีสามตัวมาเที่ยวงานปาร์ตี้ที่บ้านของเธอ

หลังจากนั้นบุรษไปรษณีย์ขี่จักรยานไปส่งจดหมายที่บ้านขนมปังขิงของ "แม่มดชั่วร้าย" ด้านในเป็นโบว์ชัวร์ขายสินค้าแปลกๆต่างๆนาๆที่เป็นสีเขียว และก็ไปบ้าน "ยักษ์" มีโปสการ์ดที่ส่่งมาจาก "แจ๊ค" และ "หมาป่า" ที่มีจดหมายเตือนจากฝ่ายกฎหมายของ "หนูน้อยหมวกแดง" ว่าให้เลิกยึดบ้านของคุณยาย เลิกใส่ชุดคุณยายโดยไม่ได้รับอนุญาิต ถ้ายังไม่ปฏิบัติตามจะเรียกคนตัดไม้มาจัดการ

เรื่องจบลงที่ โกลดิลอคส์มางานวันเกิดของหมีน้อยที่อายุครบ 8 ขวบ 

อ่านจบแล้วได้นึกถึงนิทานเรื่องต่างๆที่เราเคยอ่านให้ลูกฟัง แล้วก็เห็นถึงความน่ารักของตัวละครแต่ละตัว

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

29.Holiday (เรียนรู้เทศกาล)

ฺBy Jean Lewis
Illustrated by Kathy Wilburn
เช้าวันแรกของการไปโรงเรียนของลูก อยู่ๆลูกก็พูดว่าเวลาเค้าไปโรงเรียน เค้าชอบนึกถึงเวลาที่ครอบครัวเราใช้ด้วยกันในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ทุกที คาดว่าคงจะเป็นเฉพาะวันจันทร์ ซึ่งวันเริ่มต้นสัปดาห์ เด็กๆคงยังไม่ค่อยตื่นเพื่อเตรียมพร้อมในการเรียน ยังคงเฝ้าคิดถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้วันนี้เล็กได้หยิบหนังสือเรื่องนี้มารีวิวกัน เป็นนิทานภาษาอังกฤษที่พูดถึงวันหยุดตามเทศกาลต่างๆของฝรั่ง ซึ่งเมื่ออ่านแล้วได้ความรู้รอบตัวเกี่ยวกับประเทศอเมริกาขึ้นมาอีกเยอะ เรียนจากนิทานได้ความรู้แถมเล็กคิดว่าจำได้นานกว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ในโรงเรียนซะอีก

จูนได้รับของขวัญจากเพื่อนข้างบ้านชื่อบ๊อบเป็นปฎิทินปีใหม่ เธอแขวนบน    ผนัง แล้วเปิดดูแต่ละหน้าว่ามีวันหยุดไหน เทศกาลไหนบ้าง


1.Valentine  เดือนกุมภาพันธ์ จูนทำคุ๊กกี้รูปหัวใจไปให้บ๊อบทาน
2.Presidents Day จัดขึ้นหลังจากสิ้นสุดหน้าหนาว และเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิที่โรงเรียนให้ทานคุ๊กกี้รูปต้นเชอร์รี่ เพื่อฉลองวันเกิดประธานาธิปดีคนแรกของอเมริกา George Washington
3.Easter เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ของเดือนเมษายน เป็นวันเฉลิมฉลองการคืนพระชนม์ของพระเยซู พวกเค้าไปโบสถ์กัน แม่บอกจูนว่า "ไข่อีสเตอร์" หมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่



4.Independence Day วันชาติของสหรัฐอเมริกา 4 กรกฎาคม จูนและครอบครัวดูพลุกันที่สวนหลังบ้าน
5.Halloween  เดือนตุลาคมแม่แกะสลักฟักทองเป็น jack-o-lantern พวกเด็กๆแต่งตัวน่ากลัวๆออกไป Trick or Treat และไ้ด้ขนมกลับมา
6.Thanksgiving ประมาณเดือนตุลาคม  เป็นวันขอบคุณพระเจ้า ที่โรงเรียนมีกิจกรรมโชว์ ตอนเย็นญาติมาพร้อมหน้าเพื่อรับประทานไก่งวงกันที่บ้าน



7.Christmas แม่พาจูนไปหาซื้อของเพื่อประดับต้นคริสต์มาส ในวันคริสต์มาสอีฟ พวกเด็กๆล้อมวงกันรอบต้นคริสต์มาสในสวนสาธารณะ และร้องเพลง Silent Night / Jingle Bells / We wish you a Merry Christmas และในเมื่อวันคริสต์มาสมาถึง ทุกคนรวมตัวกัน พ่ออ่านนิทานเกี่ยวกับพระศาสดาให้ฟัง

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

28.Nelly,That's not Nice!(พฤติกรรมไม่น่ารัก)

By Shirley Bogart
Illustrated by Richard Max Kolding
                          ร้านฟาร์มฝันบุ๊คต้องขอขอบคุณมากสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในการซื้อหนังสือนิทานภาษาอังกฤษเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานะคะ สำหรับวันนี้ขอนำเสนอนิทานคุณภาพ เป็นหนึ่งในนิทานภาษาอังกฤษที่เล็กสะสมไว้เรื่อยๆหลายปีที่ผ่านมาจนเกือบครบแล้วค่ะ เล็กเคยรีวิวนิทานในชุดนี้มา 2 ครั้งแล้วเมื่อเดือน ธันวาคม 2556 ลำดับที่ 63 (ความดื้อรั้นของกระรอก)และ 70 (เกี่ยวกับเรื่องจำนวน) แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนำเสนออีกเรื่องหนึ่งในวันนี้
                          ชุดนี้เรียกว่า Alphapets หนังสือแต่ละเล่มจะมีชื่อเรื่องเริ่มด้วยตัวอักษร A-Z  ซึ่งเป็นชื่อของสัตว์ซึ่งมีนิสัยแตกต่างกันไป นิทานชุดนี้เน้นสอนเรื่องนิสัยและพฤติกรรมต่างๆ ตอนเริ่มพูดภาษาอังกฤษกับลูกต้องหาตัวช่วยเรื่องการสอนมารยาท ศีลธรรม พฤติกรรม ต่างๆ นอกจากได้้ห้องภาษาอังกฤษในเวปสองภาษาแล้ว เล็กก็หาข้อมูลจากหนังสือต่างๆนำมาใช้ ชุดนี้เป็นชุดที่ช่วยได้มากเลยค่ะ เวลาอ่านให้น้องฟังเค้าก็จะซึมซับเรื่องราวเราสามารถสอนเค้าจากหนังสือได้ค่ะ สำหรับเรื่องนี้เป็นตัว "N" เรื่องของตัว Newt จอมซน ซึ่งมีพฤติกรรมไม่น่ารักไปซะทุกอย่าง เรามาลองติดตามดูกันค่ะ

วันหนึ่ง Nelly ไปที่สวนสาธารณะแล้วเจอเพื่อนๆเล่นกันอยู่ จึงเอาโยโย่ออกมาเล่นบ้างแต่เล่นไปเล่นมา เชือกขาด โยโย่ตกลงพื้น ขณะนั้นมีรถไอศกรีมผ่านมา เพื่อนๆทุกคนจึงไปซื้อไอศกรีม Nelly จึงหยิบโยโย่ของเพื่อนไป แล้วใ่ส่อันที่เสียของตนเองลงไปในกระเป๋าแทน เมื่อเพื่อนนกมาเห็นเข้าจึงเตือนว่า
It's wrong to take things that don't belong to you.
Just think how you would feel if someone took something of yours.
เมื่อได้ฟังเพื่อนเตือน เธอจึงคืนโยโย่กลับเข้าที่เดิม 

หลังจากนั้นเธอก็ไปที่บ้านของเพื่อนอีกคนหนึ่ง เห็นหนังสือพิมพ์อยู่หน้าบ้านจึงหยิบมาอ่าน พอไม่เจอที่อยากอ่านเธอก็ขว้างลงพื้น หาแผ่นใหม่ จนหนังสือพิมพ์กองเต็มหน้าบ้าน เมื่อเพื่อนเิปิดประตูออกมาเพื่อนก็เลยบอกว่า
If you want to borrow something, you should ask first. 
And if you do borrow it , you should return it the way you found it.
เธอจึงช่วยเพื่อนเก็บหนังสือพิมพ์เ้ข้าที่

วันต่อมาเธอได้ไปที่ร้านขายเค้ก มีเืพื่อนเข้าคิวอยู่ยาวเพื่อซื้อเค้ก เธอจึงชวนเพื่อนอีกคนแอบเข้าไปโดยใช้ประตูด้านหลัง เพื่อนเตือนว่ามันไม่ดี พวกเค้าจึงเข้าคิวต่อไป เมื่อได้เข้าไปในร้านก็เห็นสร้อยคอที่เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วชิงโชค  เธอจึงซื้อตั๋วด้วย เมื่อถึงเวลาจะประกาศรางวัล ปรากฎว่าสร้อยคอหายไป ทุกคนก็เลยคิดว่าเธอต้องเป็นคนเอาไปแน่ๆ เธอร้องไห้บอกว่าไม่ได้เอาไป แล้วทุกคนก็รู้ว่าสร้อยคอหล่นลงไปในเค้กนั่นเอง ทุกคนขอโทษที่กล่าวหาเธอ
People who do naughty things are the first ones to be blamed, even when it's not their fault.
  หลังจากนั้นเธอก็บอกว่าจะเปลี่ยนนิสัยให้เป็นเด็กดี แล้วเธอก็ทำได้ในที่สุด

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

27.The Barry's Big Discovery(พูดหน้าห้อง)

By Damian X.Fulton
 จำได้ว่าตอนที่เรียนมัธยม เวลาครูให้ออกไปพูดพรีเซ้นท์งานหน้าห้อง เรามักจะรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นทุกครั้ง ทั้งๆที่เตรียมตัวมาอย่างดี แต่ก็จะลืมที่จะพูดไปซะอย่างงั้น ตอนนี้มองกลับไปก็คิดว่าการฝึกพูดหรือเสนองานหน้าห้องเป็นการฝึกที่ดีอย่างหนึ่งในการพูดต่อหน้าคนมากๆ และเมื่อเรามาทำงานบางครั้งเราก็ต้องใช้ทักษะนี้เหมือนกัน นิทานภาษาอังกฤษเรื่องนี้นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงการหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวนำเสนองานหน้าห้องแล้ว  เล็กเองก็ได้ความรู้เิพิ่มขึ้นด้วยเรื่อง Five servings of fruit and vegetables each day (การรับประทานอาหารที่ต้องมีผักและผลไม้ไม่ต่ำกว่า 5 มื้อในแต่ละวัน)

วันหนึ่ง Dewey Barry กลับมาบ้านพร้อมกับสีหน้ากังวล และได้บอกแม่ไปว่าครูให้นำเสนองานเรื่องเกี่ยวกับผักและผลไม้หน้าห้อง เค้าเริ่มหาข้อมูลกับคนในครอบครัว แต่ก็ไม่มีใครว่างพูดคุยด้วย ในที่สุดเค้าก็ศึกษาเองและได้ข้อสรุปว่า
Fruits and vegetables are packed with important vitamins and nutrients.
We have to challenge ourselves to eat five servings of fruit and vegetables each day.
 If we eat at least five servings a day,we can have more energy and reduce fat and calories.

หลังจากนั้นทุกคนในครอบครัวก็ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร พยายามเพิ่มผักและผลไม้เข้าไปในแต่ละมื้ออาหาร หันมาดื่มน้ำผลไม้แทนการดื่มน้ำอัดลม เตรียมลูกเกดไว้ในกล่องอาหารกลางวัน ทานแครอทชิ้นเล็กเป็นอาหารว่าง

เมื่อวันที่ต้องนำเสนองานมาถึง Dewey รู้สึกประหม่าและตื่นเต้นมาก แต่หลังจากนำเสนอเรื่องความคืบหน้าในการใช้หลักการทานผักและผลไม้ 5 มื้อต่อวันของครอบครัวตัวเอง เค้าก็พูดได้อย่างลื่นไหล ถึงความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของคนภายในครอบครัว เมื่อนำเสนอจบ เพื่อนๆทุกคนลุกขึ้นปรบมือ ครูก็ชมและก็บอกว่าจะนำหลักนี้ไปใช้เหมือนกัน